เพลงลาวดวงเดือน

 เพลงลาวดวงเดือนทำนอง ๒ ชั้น นั้น เดิมชื่อ “ลาวดำเนินเกวียน” เป็นเพลงที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม ทรงนิพนธ์ขึ้น เมื่อคราวเสด็จตรวจราชการทางภาคเหนือโดยทางเกวียน สาเหตุที่ทรงนิพนธ์เพลงนี้ขึ้นเนื่องจากโปรดเพลง “ลาวดำเนินทราย ๒ ชั้น” ที่พระยาประสานดุริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์) ได้แต่งทางดนตรีไว้ตามทางร้องแบบสักวา จึงทรงนิพนธ์เพลงสำเนียงลาวที่มีท่วงทำนองอ่อนหวานไพเราะคล้ายคลึงกับเพลงลาวดำเนินทรายขึ้นอีกเพลงหนึ่งทรงตั้งชื่อว่า “เพลงลาวดำเนินเกวียน” แต่เนื่องจากบทร้องเพลงนี้ขึ้นต้นด้วยคำร้องที่ว่า โอ้ละหนอ…ดวงเดือนเอย..” ซึ่งเป็นคำที่ติดหูผู้ฟังเป็นส่วนใหญ่ จึงมีผู้นิยมเรียกชื่อเพลงนี้ว่า ลาวดวงเดือน มากกว่าชื่อ ลาวดำเนินเกวียน และนิยมเรียกกันเช่นนี้สืบมาจนึงปัจจุบัน
     เพลงลาวดวงเดือนเป็นเพลงในอัตรา ๒ ชั้น ดำเนินทำนองไพเราะอ่อนหวานน่าฟังนับเป็นเพลงไทยสำเนียงลาวที่มีผู้รู้จักกันดีทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ และถือว่าเป็นเพลงไทยอมตะเพลงหนึ่งซึ่งฟังไพเราะเสมอไม่ว่าจะบรรเลงด้วยแนวเพลงอย่างไรหรือบรรเลงเครื่องดนตรีชนิดใดก็ตาม
บทร้องเพลง ลาวดวงเดือน ๒ ชั้น

 

 

ท่อน ๑ โอ้ละหนอ ดวงเดือนเอย พี่มาเว้า รักเจ้าสาว คำดวง
โอ้ดึกแล้วหนอ พี่ขอลาล่วง อกพี่เป็นห่วงรัก เจ้าดวงเดือนเอย

ท่อน ๒ ขอลาแล้ว เจ้าแก้วโกสุม พี่นี้รักเจ้าหนอ ขวัญตาเรียม
จะหาไหน มาเทียม โอ้ เจ้าดวงเดือนเอย

ท่อน ๓ หอมกลิ่นเกสร เกสรดอกไม้ หอมกลิ่นคล้าย เจ้าสูของเรียมเอย
หอมกลิ่นกรุ่นครัน หอมนั้นยัง บ่ เลย เนื้อหอมทรามเชย เราละหนอ

ที่มา :: http://www.thaikids.com

พระพุทธรูปขอม

     ลักษณะที่สำคัญของพระพุทธรูปแบบลพบุรีคือ พระพักตร์สั้นออกเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีพระเนตรโปน พระโอษฐ์แบะกว้าง พระเกตุมาลาทำเป็นต่อมพูน บางองค์เป็นแบบฝาชีครอบ พระนาสิกใหญ่ พระขนงต่อกันเป็นรูปปีกกา พระกรรณยาวย้อยลงมาและมีกุณฑลประดับด้วยเสมอ 

 

ขอม

 

 

ที่มา ::        http://www.prc.ac.th

ศิลปะขอม

          ศิลปะที่พบในดินแดนไทย    ระหว่างพุทธศตวรรษที่    12 –18    โดยมีลักษณะเดียวกัน   หรือใกล้เคียงกันกับศิลปะในประเทศกัมพูชา  คือ   หน้าตาอาจจะเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยนหรือผิดเพี้ยนเล็กน้อย  ชื่อเรียกแบบต่างๆ  ที่ปัจจุบันมีคนเรียกกัน

 

     1.  ศิลปะลพบุรี

• ความสําคัญของเมืองลพบุรี    คือ     ในช่วงที่วัฒนธรรมเขมร    หรืออาณาจักรกัมพูชาสมัยโบราณเรืองอํานาจและแพร่เข้ามาถึงประเทศไทย  เมืองลพบุรีที่เป็นจังหวัดลพบุรีในปัจจุบัน  เป็นดินแดนสําคัญในเขตภาคกลาง  จึงเรียกว่าศิลปะลพบุรี

• ประเด็นการเมืองในสมัยรัชกาลที่     4 –  6       ในประเทศไทยเริ่มศึกษา     ด้านโบราณคดี  ประวัติศาสตร์       และศิลปกรรมอย่างจริงจังในช่วงรัชกาลที่  4 ,  5 และ 6       ในช่วงเวลานั้นเกิดลัทธิที่เรียกว่า  “ล่าอาณานิคม”   โดยมีการครอบครองเขมร  พม่า  ลาว  อินโดนิเชีย    ซึ่งอยู่รอบข้างเรายกเว้นไทยที่ไม่ตกอยู่ในอํานาจการครอบครองของใคร   ถ้านักประวัติศาสตร์ของเราในเวลานั้นเรียกศิลปะกลุ่มนี้ว่า  ศิลปะเขมร  มันอาจ

ทําให้ประเทศฝรั่งเศสซึ่งตอนนั้นเป็นเจ้าอาณานิคมของกัมพูชา      อาจใช้ความชอบทําเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ว่าครั้งหนึ่งประเทศไทยเคยตกอยู่ภายใต้อํานาจทางการเมืองของกัมพูชา        ก็น่าจะมีสิทธิ์ครอบครองประเทศไทยด้วย  จึงหลีกเลี่ยงว่าเป็นศิลปะลพบุรีแทน

• ข้อจํากัดในการศึกษาประวัติศาสตร์ศิลปะในระยะเริ่มแรก  ยังไม่ลงตัวในหลายเรื่อง

   

     2.   ศิลปะเขมร   (ศิลปะขอม)

• กระแสการแบ่งยุคศิลปะโดยใช้เชื้อชาติ 

• คํานึงถึงอํานาจทางการเมืองของอาณาจักรเขมรโบราณที่อยู่เหนือดินแดนไทย   ดังนั้นจึงมีการเรียก  ศาสนสถานว่าเขมรหรือขอม

• ความไม่เหมาะสมของชื่อศิลปะลพบุรี  เขมรและขอมเป็นชื่อของชนชาติ  คําว่า  เขมร  เป็นคําที่ชาวกัมพูชาเขาใช้เรียกตัวเองมีปรากฏในจารึกดินแดนกัมพูชามาหลายร้อยปี  คําว่า  ขอม  เป็นคําที่คนในดินแดนประเทศไทยใช้เรียกพวกชาวกัมพูชา  ดังนั้นทั่งสองคํามีความหมายเดียวกัน 

     

     3.  ศิลปะเขมรในประเทศไทย/ ศิลปะร่วมแบบเขมรในประเทศไทย

• ความไม่เหมาะสมของชื่อศิลปะลพบุรี

• ความเป็นเอกลักษณ์บางประการของศิลปะที่แตกต่างออกไปจากศิลปะเขมรแท้ๆ     ดังนั้นควรเติมคําว่าประเทศไทยต่อท้ายเพื่อแยกให้เฉพาะเจาะจงลงไป

• บางครั้งมิได้สร้างขึ้นภายใต้อํานาจของกษัตริย์เขมร       เพราะมีชนชั้นนําหรือผู้นําท้องถิ่นเป็นผู้อุปถัมภ์

 

 

ขอม

 

ที่มา :: บรรยายโดย อ. อชิรัชญ์   ไชยพจน์พานิช

ที่มารูป :: http://www.prc.ac.th

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร

     พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรทรงมีพระพุทธรูปองค์เล็กๆ  ประทับนั่งปางสมาธิอยู่ที่ด้านหน้าของศิราภรณ์  ซึ่งหมายถึง  พระธยานิพุทธเจ้าอมิตาภะ

     พระอังสาซ้ายมีหนังกวางพาดสะพาย  รูปหัวกวางเล็กๆยังสังเกตเห็นได้ในปลายศิลปะอินเดียสมัยหลังคุปตะ  หนังกวาง(อชินะ)  เป็นเครื่องทรงปรกติของพระโพธิสัตว์ศรีอาริยเมตไตรย  แต่ช่างก็สลักหนังกวางถวายรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเมื่อพระองค์ไม่สวมเครื่องอาภรณ์อย่างอื่น  เพื่อทำให้พระองค์มีลักษณะคล้ายนักบวช (สุภัทรดิศ 2527 : 264-265)

ศรีวิชัย2

 

 

 

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรรูปนี้ประทับยืนตรง  พระองค์ทรงศิราภรณ์ที่มีพระพุทธเจ้าอมิตาภะประทับอยู่ด้านหน้า  ทรงมีแปดกร (ชำรุด)  กล่าวกันว่าพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร  ทรงมีรูปแบบถึง 108 และหลายพระนาม  เช่น  อวโลกิเตศวร  ปัทมปาณี  โลเกศวร  โลกนาถ  มหากรุณา  เป็นต้น   (สุภัทรดิศ 2536 : 66-67)  อาภรณ์เครื่องประดับอันงดงามของพระองค์บ่งถึงสภาวะแห่งความงามความสุขอันอุดม  พระมหากรุณาของพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์อำนาจนำผู้คนที่กราบไหว้บูชาพระองค์ไปสู่สวรรค์  หรือนิพพานพร้อมพระองค์

 

 

 

ศรีวิชัย

 

 

ที่มา :: ศ.ดร.สันติ  เล็กสุขุม. ประวัติศาสตร์ศิลปะไทย. กทม : สำนักพิมพ์เมืองโบราณ,พิมพ์ครั้งที่3. 2548.

ศรีวิชัย

     ในพื้นที่ที่เรียกว่าประเทศไทยปัจจุบันมีการพัฒนาการชุมชน  สมัยก่อนประวัติศาสตร์ก็มีการฝังศพ  เริ่มมีการติดต่อค้าขายกับโลกภายนอกในแถบใกล้เคียงและไกลออกไป  เช่น  จีน  อินเดีย  จึงมีการแลกเปลี่ยนความรู้  และเปลี่ยนศิลปะและภาษาซึ่งกันและกัน  รวมทั้งความเชื่อบางอย่าง  ประเทศไทยในช่วงพุทธศตวรรษที่  11 – 16    ทางภาคกลางมีวัฒนธรรมที่เรียกว่า   “ ทวารวดี”    ทางภาคใต้  ช่วงพุทธศตวรรษที่  13 – 18 เกิดรูปแบบศิลปะที่เรียกว่า      “ศิลปะศรีวิชัย” และมี  “เทวรูปรุ่นเก่า” ร่วมสมัยกันรวมทั้งศิลปะทวารวดีด้วย        กลุ่มเทวรูปรุ่นเก่าใช้เรียกประติมากรรมที่เกี่ยวข้องกับศาสนาพราหมณ์        เช่น      พระศิวะ  พระนารายณ์    (พระวิษณุ)    พระสุริยะเทพ       ซึ่งประติมากรรมเหล่านี้อาจพบแถบภาคกลาง  ภาคใต้และภาคตะวันออก     ซึ่งศิลปะศรีวิชัยบางองค์นักวิชาการก็จัดเป็นเทวรูปรุ่นเก่าด้วย

  • ที่ตั้งของศรีวิชัย

             – ยอร์ช เซเดย์  เป็นนักวิชาการท่านแรกที่เสนอว่า “ศรีวิชัย” ในจารึกหลักที่ 23 จารึกที่พบในสุมาตรา  คือ “ชิลิโฟชิ” ในเอกสารจีน และ “ศรีบูซา” ในเอกสารอาหรับ และเสนอว่า เมืองหลวงของศรีวิชัย อยู่ที่ปาเล็มบังบนเกาะสุมาตรา

             – นักวิชาการอีกหลายท่านเสนอแนวคิดเกี่ยวกับที่ตั้งของศรีวิชัยแตกต่างกันออกไป  เช่น

                กลุ่มที่เชื่อว่าศูนย์กลางอยู่บนเกาะชวา

                กลุ่มที่เชื่อว่าศูนย์กลางอยู่ที่ไชย

ศรีวิชัย

 

ที่มา :: บรรยายโดย อ. อชิรัชญ์   ไชยพจน์พานิช

พระพุทธรูปทวารวดี ตอนปลาย

   3. ทวารวดีที่มีศิลปะเขมรเข้ามาปะปน พุทธศตวรรษที่ 16

            ลักษณะสำคัญของพระพุทธรูป  ได้แก่  พระพักตร์ค่อนข้างยาว  พระนลาฏกว้าง  พระหนุเสี้ยม  ขมวดพระเกศาสูงใหญ่  พระขนงทำเป็นสันนูนต่อกัน  พระเนตรพองโต(โปน)อย่างมาก  เจาะเม็ดพระเนตรเป็นรูจนเป็นลักษณะเด่นทำให้ดูน่ากลัว  พระโอษฐ์หนาและแบะ  ลักษณะที่สำคัญคือ  มีพระมัสสุ  ซึ่งน่าจะมาจากศิลปะเขมรอย่างชัดเจนที่สุด

 

ทวารวดี3

ที่มา :: บรรยายโดย รศ.ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์

รูปประกอบ :: Primploy

พระพุทธรูปทวารวดี ตอนกลาง

     2. เป็นแบบพื้นเมือง แต่มีการแต่งกายเหมือนอินเดีย เรียกว่า อิทธิพลแบบท้องถิ่นซึ่งพบมากพุทธศตวรรษที่ 13-15 ลักษณะโดยรวม  ได้แก่  ห่มคลุมที่ยังรักษารูปแบบของคุปตะอยู่  พระพักตร์เล็ก  พระขนงต่อกันเป็นรูปปีกกา  และมีสันยกสูงขึ้น  พระเนตรโปนและเปิด  พระโอษฐ์แบะกว้าง  และแนวพระโอษฐ์เป็นเส้นตรง  ขอบพระโอษฐ์หนา  ขมวดพระเกศาเป็นก้นหอยขนาดใหญ่และแบนแนบติดหนังศีรษะ  ลักษณะของชายผ้าแสดงให้เห็นสามส่วน  ได้แก่ 

            ส่วนแรก  ขอบสบงซึ่งตกลงมาตรงๆถึงข้อพระบาท  มีริ้วและจีบด้านข้างเล็กน้อย

            ส่วนที่สอง  ขอบจีวรด้านหลังมักจะอยู่ระดับเดียวหรือสั้นกว่าขอบสบงเล็กน้อย

            ส่วนที่สาม  ขอบจีวรด้านหน้าจะโค้งเป็นเส้นต่อจากด้านหลังพาดพระกรทั้งสองข้าง  และตกลงเบื้องหน้าเป็นวงโค้งเหนือขอบสบง  บางแห่งอาจอยู่กึ่งกลางพระองค์  หรือระดับเดียวกับพระชานุ

ทวารวดี2

ที่มา :: บรรยายโดย รศ.ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์